Notice: wpcf7_remove_shortcode is deprecated since Contact Form 7 version 4.6! Use wpcf7_remove_form_tag instead. in /var/www/vhosts/ecocar.co.th/httpdocs/wp-content/plugins/contact-form-7/includes/functions.php on line 357 Notice: wpcf7_remove_shortcode is deprecated since Contact Form 7 version 4.6! Use wpcf7_remove_form_tag instead. in /var/www/vhosts/ecocar.co.th/httpdocs/wp-content/plugins/contact-form-7/includes/functions.php on line 357 5 รายการ ที่ต้อง ตรวจเช็ครถยนต์ ก่อนออกเดินทางไกล | ECOCAR

5 รายการ ที่ต้องตรวจเช็ครถยนต์ ก่อนออกเดินทางไกล

5 รายการ ที่ต้องตรวจเช็ครถยนต์ ก่อนออกเดินทางไกล
5 รายการ ที่ต้องตรวจเช็ครถยนต์ ก่อนออกเดินทางไกล
แชร์ให้เพื่อนเลย

5 รายการ ที่ต้องตรวจเช็ครถยนต์ ก่อนออกเดินทางไกล

เมื่อต้องออกเดินทางไกล เช่น เดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดหลายวัน เดินทางไปทำงานต่างจังหวัด คงไม่ดีแน่ ถ้ารถยนต์ของเราเกิดเสียระหว่างทาง ดังนั้นเพื่อให้ทุกการเดินทางราบรื่น การตรวจสอบรถยนต์ก่อนออกเดินทาง ด้วยตัวเองก่อนออกเดินทางไกล จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง เพราะเมื่อหากเราตรวจสอบพบว่า มีจุดไหนที่ผิดปรกติ เราจะได้นำรถยนต์ไปให้ช่างที่ศูนย์บริการ ซ่อมบำรุงอีกครั้ง วันนี้ ECOCAR ได้นำ 5 รายการ ที่ต้องตรวจเช็ครถยนต์ ก่อนออกเดินทางไกล มาฝากเพื่อนๆก่อนออกเดินทาง ครับ มาดูกันเลย

1.การตรวจเช็คยางรถยนต์ (ตรวจเช็ครถยนต์)

ยางรถยนต์ เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานหนักตลอดเวลา เปรียบเหมือนเท้าของเรา ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบเกี่ยวกับยางรถยนต์ มีดังนี้
-สภาพของยาง สภาพดอกยาง เราสามารถใช้งานได้จนกระทั่งดอกยางสึกหรอเหลือต่ำสุด 1.6 มิลลิเมตร สามารถสังเกตง่าย ๆ ได้จาก จุดสามเหลี่ยมเล็ก ๆ 6 จุดบนไหล่ยางแต่ละด้านเมื่อเจอสัญลักษณ์นี้แล้ว ให้มองตรงขึ้นไป ที่หน้ายาง และมองลึกลงไปที่ร่องดอกยาง ก็จะพบสันนูนที่ร่องยาง ซึ่งเรียกว่า สะพานยางและเมื่อไหร่ที่ดอกยางสึก ไปถึงสะพานยาง นั่นแสดงว่ายางหมดอายุการใช้งาน
– ลักษณะยาง ถึงแม้ยางไม่หมดอายุแต่เกิดการบวมล่อนขึ้น บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น ที่หน้ายาง หรือ ไหล่ยาง ก็ควรเปลี่ยนใหม่ทันทีเช่นกัน เพราะหากยังใช้ต่อไป ยางอาจแตกระเบิดได้
-ลมยางรถยนต์ สามารถมองดูด้วยสายตา หากแบบควรเติมให้ได้ตามมาตรฐาน การเติมลมยางนั้นมีผลกับยางอย่างยิ่ง การให้ลมยางจนความดันยางนั้นสูงหรือต่ำกว่ามาตรฐานจะทำให้เกิดอันตรายทั้งสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และมีผลต่ออายุการใช้งานของยางรถยนต์ การใช้ลมยางที่ไม่เหมาะสมนั้นจะมีผล ต่อการขับขี่รถยนต์ การที่ยางรถยนต์จะตะกุยไปข้างหน้า หรือเบรกรถยนต์ก็มีผล ความดันยางที่ต่ำกว่ามาตรฐาน จะทำให้โครงสร้างของยางรถยนต์นั้นยุบตัวมากกว่าปกติที่ยางรถยนต์ควรจะเป็น ซึ่งจะทำให้เมื่อขับขี่รถยนต์นั้นยางรถจะมีความร้อนสูงขึ้น แรงต้านทานการหมุนของล้อเพิ่มขึ้น การหมุนของพวงมาลัยยากขึ้น และทำให้ล้อนั้นต้องสึกหรือมีอายุการใช้งานที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การสึกของยางที่เติมลมยางน้อยเกินไปยางจะเกิดการสึกบริเวณไหล่ยาง และแก้มยางนั้นทำงานหนักเกินไปทำให้สึกหรอได้ง่าย และเมื่อความดันลมยางสูงกว่ามาตรฐาน จะส่งผลต่ออายุการใช้งานเช่นกันและทำให้การขับขี่นั้นเป็นอันตรายเพราะยางรถ ยนต์นั้นยึดติดถนนลดลง และอาจเกิดระเบิดได้ง่าย ซึ่งจะมีผลต่อการสึกหรอของช่วงล่างรถยนต์

วิธีการเติมลมยางให้ถูกต้อง

เติมลมตามสเปคของรถที่กำหนด โดยสามารถศึกษาได้จากคู่มือของรถนั้น ๆ

ควรเติมลมยางในขณะที่ยางไม่ร้อนเกินไป

หากต้องเดินทางไกล นาน ๆ ควรเพิ่มลมยางอีกประมาณ 3-5 PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว)

หมั่นเช็คลมยางเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

ดังนั้นผู้ขับขี่รถยนต์ควรระมัดระวังและควรเข้าใจการเติมลมยางทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเติมเองหรือให้ที่อื่นเติมก็ควรจะเติมตามาตรฐานที่กำหนดซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้ขับขี่และยานพาหนะของผู้ ขับขี่เอง

2.การตรวจเช็คแบตเตอรี่ (ตรวจเช็ครถยนต์)

แบตเตอรี่ เป็นอุปกรณ์จัดเก็บ และจ่ายกระแสไฟฟ้า โดยมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ที่มีการทำปฏิกิริยาเคมีภายใน ทำให้เกิดไฟฟ้า ซึ่งเป็นแหล่งรวมพลังไฟฟ้าของรถ แบตเตอรี่ให้กระแสไฟฟ้าแก่รถในการสตาร์ทเครื่องโดยการจ่ายไฟฟ้าให้แก่ไดร์สตาร์ทเพื่อให้เครื่องยนต์ติด จากนั้นระบบไฟฟ้าที่ใช้ในรถจะมาจากไดชาร์จ ยกเว้นกรณีการใช้อุปกรณ์บางอย่างเช่นใบปัดน้ำฝน ไฟหน้ารถ ไฟเลี้ยว ฯลฯ จะมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ช่วยในการทำงาน แบตเตอรี่ที่ติดรถเรียบร้อยแล้วจะได้รับการเติมไฟฟ้าจากไดร์ชาร์จเมื่อกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลดลงเนื่องจากการนำกระแสไฟฟ้าไปใช้ (โดยกระบวนการชาร์จไฟนี้จะทำงานในขณะที่เครื่องยนต์ติด)
วิธีสังเกตแบตเตอรี่เสื่อม

เมื่อมีอาการต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยๆ (สำหรับแบตเตอรี่ธรรมดา)

ไฟหน้าไม่สว่าง

ตอนเช้าสตาร์ทรถติดยาก (เสียงเครื่องหมุนช้า)

กระจกไฟฟ้าเริ่มทำงานช้าลง ระบบไฟฟ้าอื่นๆในรถทำงานช้าลง

เมื่อแบตเตอรี่ใช้งานมานานกว่า 1.5 – 2 ปี

ไดสตาร์ทไม่สามารถทำงานได้

แผ่นธาตุภายในเกิดอาการบวม

น้ำกรดภายในลดลง (แห้ง) ต่ำกว่าแผ่นธาตุ

3.การตรวจเช็คระดับน้ำหล่อเย็น  (ตรวจเช็ครถยนต์)

การตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็น ระดับน้ำหล่อเย็นควรมีการตรวจสอบอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับรถที่ใช้งานปกติ และหากเป็นรถที่ใช้งานหนักหรือวิ่งทางไกลอยู่เป็นประจำควรตรวจสอบทุกครั้งก่อนออกรถหรือทุกเช้าก่อนออกรถ

วิธีการตรวจสอบ

ให้ตรวจดูระดับน้ำหล่อเย็นในถังพักขณะเครื่องยนต์เย็นลงแล้ว ระดับน้ำหล่อเย็นควรอยู่ระหว่างขีดระดับเต็ม “ FULL ” และ ขีดระดับต่ำ “ LOW ” ถ้าระดับน้ำหล่อเย็นต่ำกว่าขีด “ LOW ” ให้เติมน้ำยาหล่อเย็นจนถึงขีดระดับ “ FULL ” ควรใช้น้ำยาหล่อเย็นชนิดเดียวกับที่เติมอยู่ก่อน และหากน้ำยาหล่อเย็นไม่มีหรือหาไม่ได้ ก็สามารถหาน้ำกลั่นหรือน้ำประปาทั่วไปแทนได้แต่ขอให้เป็นน้ำที่สะอาดเท่านั้นก็สามารถเติมลงไปในถังพักน้ำหล่อเย็นได้ ซึ่งหลังจากนั้นให้สังเกตดูระดับน้ำหล่อเย็นในถังพักสัก 1-2 วัน ดูว่าระดับน้ำหล่อเย็นในถังพักลดลงผิดปกติหรือไม่ หากระดับน้ำหล่อเย็นลดลงถึงขีด “ LOW ” อีก หรือถ้าระดับน้ำหล่อเย็นลดลงผิดปกติหลังจากเติมเสร็จแล้ว แสดงว่าอาจเกิดการรั่วซึมภายในระบบให้ตรวจเช็คหม้อน้ำ, ท่อยางน้ำ, ฝาปิดถังพักน้ำหล่อเย็น, ฝาปิดหม้อน้ำ, ก๊อกถ่ายน้ำหล่อเย็นและปั๊มน้ำ หากตรวจสอบพบรอยรั่วหรือตรวจสอบไม่พบรอยรั่วก็ให้รีบนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อทำการตรวจสอบและแก้ไขต่อไป

ข้อควรระวัง

  1. ควรตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็นในขณะที่เครื่องยนต์เย็นลงแล้ว

2.ไม่ควรเปิดฝาหม้อน้ำตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็นให้ตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็นที่ถังพักน้ำหล่อเย็นเท่านั้น

3.ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำในขณะที่เครื่องยนต์ร้อนจัดเพราะจะได้รับอันตรายจากไอน้ำที่พุ่งออกมา

4.ถ้าน้ำยาหล่อเย็นกระเด็นไปถูกชิ้นส่วนอื่นๆ ต้องใช้น้ำล้างออก

4.การตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง (ตรวจเช็ครถยนต์)

ระดับน้ำมันเครื่องควรมีการตรวจสอบอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับรถที่ใช้งานปกติ และหากเป็นรถที่ใช้งานหนักหรือวิ่งทางไกลอยู่เป็นประจำควรตรวจสอบทุกครั้งก่อนออกรถหรือทุกเช้าก่อนออกรถ

วิธีการตรวจสอบ

อุ่นเครื่องยนต์จนถึงอุณหภูมิทำงาน *1 แล้วดับเครื่องยนต์ จากนั้นให้ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องจากก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องหลังจากดับเครื่องยนต์ประมาณ 2-3 นาที เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงอ่างเสียก่อน

1.เพื่อให้การตรวจเช็คถูกต้องแม่นยำควรจอดรถบนพื้นราบ

2.ดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออก ใช้เศษผ้าจับที่ปลายก้านวัดแล้วเช็ดน้ำมันที่ติดกับก้านวัดออก

3.เสียบก้านวัดกลับลงไปใหม่ที่จุดเดิมให้ลึกที่สุด มิฉะนั้นค่าที่วัดได้จะไม่ถูกต้อง

4.ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องที่ปลายก้านวัด ซึ่งระดับน้ำมันเครื่องควรอยู่ที่ระดับ “ F ” แสดงว่าระดับน้ำมันเครื่องปกติ

ถ้าระดับน้ำมันเครื่องต่ำกว่า “ L ” หรืออยู่เหนือระดับ “ L ” เพียงเล็กน้อยให้เติมน้ำมันเครื่องชนิดเดียวกันเพิ่มลงไป และหากว่าจำเป็นต้องเติมน้ำมันเครื่องแต่ไม่มีน้ำมันเครื่องชนิดเดียวกัน ก็สามารถหาน้ำมันเครื่องที่มีชนิดหรือเกรดที่ใกล้เคียงกันเติมลงไปได้ แต่จะให้ดีควรเติมน้ำมันเครื่องชนิดเดียวกันจะดีกว่า เพราะว่าน้ำมันเครื่องแต่ละชนิดหรือแต่ละเกรดจะมีอุณหภูมิหรือจุดเดือดที่แตกต่างกัน หากเติมน้ำมันเครื่องต่างชนิดกันลงไปก็จะส่งผลถึงประสิทธิภาพการหล่อลื่นของชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์ และทำให้ชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์สึกหรอเร็วขึ้นกว่าปกติ โดยเปิดฝาช่องเติมน้ำมันเครื่องแล้วค่อยๆเติมน้ำมันเครื่องลงที่ละน้อย ซึ่งปริมาณน้ำมันเครื่องที่เติมเพิ่มจากระดับ “ L ” จนถึงระดับ “ F ” จะอยู่ที่ประมาณ 1 ลิตร พร้อมกับตรวจดูระดับน้ำมันเครื่องที่ก้านวัด และควรเติมให้ปริมาณน้ำมันเครื่องอยู่ที่ระดับ “ F ” อยู่เสมอ เมื่อระดับน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับที่ถูกต้องให้เสียบก้านวัดกลับเข้าที่แล้วปิดฝาช่องเติมน้ำมันเครื่องโดยใช้มือขันปิดให้แน่น

–เครื่องยนต์หัวฉีดบางรุ่นจะมีการเร่งรอบเดินเบาให้สูงกว่าปกติในขณะเครื่องยนต์เย็นเพื่ออุ่นเครื่องยนต์โดยอยู่ที่ประมาณ 1,200-1,500 รอบ/นาที สัก 3-5 นาที ก็จะตัดมาที่รอบเดินเบาปกติ

–เครื่องยนต์ที่ไม่มีระบบเร่งรอบเดินเบาเพื่ออุ่นเครื่องยนต์ให้แตะคันเร่งไว้นิ่งๆที่ไม่เกิน 1,500 รอบ/นาที สักประมาณ 3 นาที

–ในรถยนต์บางรุ่นจะมีไฟเตือนอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นต่ำ (สีน้ำเงิน) จะติดขึ้นมาในขณะที่เครื่องยนต์เย็นให้รอจนกว่าไฟเตือนอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นต่ำดับลงเสียก่อน

–เมื่อถึงรอบเดินเบาปกติแล้วจึงทำการดับเครื่องยนต์ เพื่อรอการตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่องต่อไป

ข้อควรระวัง

1.ระมัดระวังอย่าไปสัมผัสถูกท่อร่วมไอเสียที่ร้อน

2.ระมัดระวังอย่าทำน้ำมันเครื่องหกลงบนชิ้นส่วนรถยนต์

3.ควรตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องที่ก้านวัดอีกครั้งหลังเติมน้ำมันเครื่องเสร็จแล้วน้ำมันเครื่องควรอยู่ที่ระดับ “ F ” 4.ฝาปิดช่องเติมน้ำมันเครื่องควรปิดให้แน่นโดยใช้มือขันปิด

5.ระบบไฟส่องสว่าง  (ตรวจเช็ครถยนต์)

ระบบไฟส่องสว่างของรถยนต์ สำคัญมาก เพราะหากเราเดินทางเวลากลางคืน แล้วไฟรถยนต์ไม่ติด จะเป็นอุปสรรค์ต่อการเดินทางได้ ไฟที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่
-ไฟหน้า ทั้งไฟสูงและต่ำ
-ไฟเบรก
-ไฟเลี้ยว
ซึ่งหากพบว่าระบบไฟไม่ทำงานต้องทำการเปลี่ยนหลอดไฟให้เสร็จก่อนออกเดินทาง

แชร์ให้เพื่อนเลย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *