การตรวจเช็คแบตเตอรี่รถยนต์

การตรวจเช็คแบตเตอรี่รถยนต์

         


          แบตเตอรี่รถยนต์ ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือในรถยนต์ที่ผู้คนส่วนมากมักไม่ค่อยให้ความใส่ใจกับมันเท่าใดนัก แม้กระนั้นมันก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากสำหรับรถยนต์ เพราะแบตเตอรี่เป็นส่วนที่ทำงานอยู่ตลอดระยะเวลา แบตเตอรี่รถยนต์ไม่ใช่อุปกรณ์ที่จะสามารถอยู่กับรถยนต์ไปได้ตลอดอายุการใช้งาน แล้วเราควรจะเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ในช่วงเวลาใด แล้วถ้าหากไม่เปลี่ยนจะส่งผลเสียอะไรกับรถยนต์ของเราบ้าง? 


เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ให้มากเพิ่มขึ้น ecocar rent - a - car จึงนำความรู้ความเข้าใจเรื่องแบตเตอรี่รถยนต์มาฝากกันในวันนี้ครับ


แบตเตอรี่รถยนต์ มีกี่ประเภท


          สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบตามลักษณะ คือ แบตเตอรี่แบบต้องเติมน้ำกลั่น และแบตเตอรี่แบบพร้อมใช้งาน ซึ่งทั้ง 2 แบบนี้ ก็จะมีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป เราไปทำความรู้จักกับแบตเตอรี่ทั้ง 2 แบบ กันให้มากขึ้นครับ


แบตเตอรี่แบบเติมน้ำ (Conventional Battery)


          เป็นแบตเตอรี่ที่ต้องทำการเติมกรดเจือจาง แล้วทำการชาร์จไฟก่อนนำไปใช้งาน และผู้ใช้ควรหมั่นตรวจดูระดับของน้ำให้อยู่ที่ขีดบนเท่านั้น หากน้ำต่ำกว่าขีดที่กำหนด ให้เติมน้ำกลั่นเท่านั้นให้จนระดับของเหลวภายใน อยู่ที่ขีดบนของแบตเตอรี่ โดยควรหมั่นตรวจดูอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง


แบตเตอรี่พร้อมใช้ (Maintenance Free Battery)  แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มดังนี้


* แบตเตอรี่ไฮบริด  คือ แบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ทันที แต่ยังคงต้องคอยดูแลระดับน้ำในแบตเตอรี่ ไม่ให้ต่ำกว่าระดับเช่นเดียวกับแบตเตอรี่แบบน้ำ

* แบตเตอรี่ SMF หมายถึง แบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ทันที และไม่ต้องดูแลตลอดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่เลย โดยสามารถตรวจสอบสถานะการทำงานเบื้องต้นได้จากการดูที่ตาแมว (Cat eye) เท่านั้น


ทำไมต้องหมั่นตรวจสอบสภาพการใช้งานแบตเตอรี่?


          การไม่ดูแลหรือเช็คสภาพแบตเตอรี่เลย จะส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น เราจึงควรหมั่นตรวจสอบสภาพการใช้งานแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ อาจจะตรวจสอบสักอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือช่วงที่ต้องเดินทางไกลใช้งานรถยนต์หนัก ๆ ก็ได้ ว่าไฟแบตเตอรี่หมดหรือเปล่า หากไฟจะหมดก็ควรทำการประจุไฟฟ้าขึ้นมาใหม่ หากแบตเตอรี่เกิดการเสื่อมสภาพขึ้นมานั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าของรถยนต์ได้ เช่น รถสตาร์ทไม่ติด ไดชาร์จมีปัญหา ฯลฯ


ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อใด?


* เมื่อแบตเตอรี่ของคุณครบกำหนดอายุการใช้งาน แบบแห้งจะมีอายุการใช้งานประมาณ 5 ปี ส่วนแบบเปียกจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 1.5-2 ปี  ถ้าหากเกินกว่านี้ ควรรีบเปลี่ยนทันที เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์ของคุณเจอกับปัญหาที่ตามมาในภายหลัง

* มีคราบเลอะบนแบตเตอรี่ แสดงว่ามีการรั่วไหลของแบตเตอรี่เกิดขึ้น แต่คุณสามารถใช้โซดาและน้ำเปล่าทำความสะอาดคราบเลอะนั้นได้ และอย่าลืมสวมถุงมือและแว่นตา เพื่อความปลอดภัยกับตัวคุณครับ

* แบตเตอรี่มีกลิ่นเหม็น อาจเป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่ร้อนเกินไป จนทำให้แบตเตอร์รี่มีการเสื่อมสภาพครับ


วิธีการดูแลแบตเตอรี่รถยนต์


* ควรจะตรวจสอบสภาพของแบตเตอรี่อยู่เสมอ โดยดูแลอย่าให้มีรอยแตกรอยร้าว เพราะจะทำให้แบตเตอรี่ไม่สามารถเก็บประจุไฟฟ้าได้อย่างที่ควร

* ควรทำการดูแลขั้วของแบตเตอรี่ให้สะอาดอยู่เสมอ วิธีการดูแลง่ายๆ คือ ให้ทาขั้วแบตเตอรี่ด้วยวาสลีนเพื่อป้องกันไม่ให้มีคราบขี้เกลือขึ้น แต่หากมีคราบขี้เกลือขึ้นที่ขั้วแบตเตอรี่แล้ว ก็มีวิธีทำความสะอาดง่ายๆ คือการใช้น้ำร้อนราดทำความสะอาดนั่นเองครับ

* ตรวจสอบระดับของน้ำกลั่นในแบตเตอรี่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่าปล่อยให้น้ำกลั่นแห้ง ควรเติมน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับกลางๆระหว่างขีดสูงสุดและต่ำสุด แต่อย่าเติมให้เกินขีดสูงสุดมากที่สุดครับ

* ควรมีการตรวจสอบวัดระดับกระแสไฟฟ้าของแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่าแบตเตอรี่เสื่อมหรือมีปัญหาอื่นๆ ในการเก็บประจุไฟฟ้าหรือไม่

* ควรทำการตรวจเช็คระบบชาร์จไฟของอัลเตอร์เนเตอร์ด้วยว่าระบบไฟชาร์จต่ำหรือสูงเกินไปหรือเปล่า ถ้าต่ำไปอาจจะมีประจุไฟไม่พอใช้ทำให้มีปัญหาตอนสตาร์ทรถได้ หรือหากสูงไปจะทำให้น้ำกรด และน้ำกลั่นระเหย และเดือดเร็วเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้มีปัญหาหม้อน้ำมีความร้อนสูงเกินได้ด้วย

* หากคุณอยู่ในพื้นที่ๆ มีอากาศหนาว อย่างภาคเหนือ อย่าลืมว่าประสิทธิภาพการกระจายของน้ำกรด และน้ำกลั่นจะลดลง ดังนั้นขณะอากาศเย็นมากๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้กระแสไฟมากๆ หากจอดรถข้ามคืน ตอนเช้าควรจะสตาร์ทรถยนต์ทิ้งไว้สัก 5-10 นาทีเพื่อเป็นการอุ่นเครื่อง

* หากระบบไฟอ่อน หรือมีปัญหาตอนสตาร์ทเครื่อง อาจจะลองตรวจสอบไดชาร์จดูครับ

* อย่าใช้น้ำกรด หรือน้ำกลั่นที่มีสารเคมีผสม เพราะจะไปกัดตัวแบตเตอรี่ทำให้มีปัญหาได้ในภาพหลัง

* ห้ามสูบบุหรี่ขณะตรวจเช็คแบตเตอรี่เป็นอันขาดเพราะอาจจะทำให้ระเบิดขึ้นได้

* สำหรับแบตเตอรี่แห้ง ตัวตาแมวของแบตเตอรี่จะเอาไว้ใช้ดูกำลังไฟ หากเป็นสีน้ำเงินเท่ากับว่าทุกอย่างปกติดี หากเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดงหมายความว่าแบตเตอรี่มีปัญหา อาจจะต้องชาร์จไฟ หรือเติมน้ำกลั่นเพิ่ม แต่ถ้าเป็นสีขาวเลยแปลว่าแบตเตอรี่เสื่อมคุณภาพ หรือเสียแล้วก็ต้องเปลี่ยนลูกใหม่ประการเดียว


          แบตเตอรี่รถยนต์ถือเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของรถยนต์ ที่ต้องการการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะอาจจะทำให้ไดชาร์จมีปัญหา เกิดการดับขึ้นกลางถนน ส่งผลให้พวงมาลัยล็อก เบรกล็อก เป็นอันตรายมากถึงชีวิต ซึ่งอาจจะร่วมถึงชีวิตของผู้ร่วมท้องถนนท่านอื่นด้วย หากท่านใดไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการดูแลรถยนต์อย่างละเอียด ขอแนะนำให้เข้าศูนย์ตรวจเช็คเมื่อครบกำหนด จะช่วยให้ปลอดภัยไร้กังวล

รถเช่าดอนเมือง